กลุ่มชาวเลราไวย์ยังคงรวมตัวยังคงเฝ้าระวังพื้นที่ หลังผู้รับเหมา บ.บารอนฯ นำรถแบ็คโฮมาปรับพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิทำให้ทหารตำรวจฝ่ายปกครองต้องระดมกำลังเข้าดูแลความเรียบร้อย
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 เวลา 12.00 น. บริเวณพื้นที่พิพาทหาดราไวย์ กลุ่มชาวเลราไวย์ยังคงมีการรวมตัวกันเช่นเดิม และมีจำนวนกว่า 150 คน ขณะเดียวกันได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ฉลอง เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ) ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ทหารทัพเรือภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต รวมกว่า 50 นาย มาคอยดูแลความเรียบร้อย เนื่องจากภายในพื้นที่เอกสารสิทธิ์ของบริษัทบารอนฯ ทางคนงานของผู้รับเหมาได้นำรถแบ็คโฮเข้ามาจอดยังพื้นที่ริมหาดซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินของบริษัทฯ กับทางสาธารณะที่จังหวัดเตรียมสร้างเป็นทางเดินขนาด 3.4 เมตร โดยจอดทิ้งไว้ประมาณ 40 นาที จากนั้นในเวลา 12.40 น.ได้เริ่มทำการตักกองหินปรับพื้นที่ตามที่มีการแจ้งไว้ล่วงหน้า ระหว่างที่รถแบ็คโฮทำงานไปได้ประมาณ 10 นาที ปรากฏว่าได้มีชาวเลส่วนหนึ่งเดินไปนำลอบดักปลาซึ่งอยู่ใกล้กับแนวเขตออกมาวางไว้ในพื้นที่สาธารณะ และแสดงอาการไม่พอใจ รวมทั้งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนขับรถแบ็คโฮตัดสินใจหยุดการทำงาน ขณะที่กลุ่มชาวเลก็ถอยออกมาอยู่บริเวณทางเข้าออกและสังเกตการณ์ต่อ โดยไม่มีการประทะหรือเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างรอดูท่าทีกันจนเวลาผ่านไปกว่า 2 ชม. (ประมาณ14.00 น.) นาวาเอกสถาพร วาจรัตน์ รอง ผอ.กอ.รมน.ภูเก็ต ได้เดินทางมายังพื้นที่ เพื่อจะพูดคุยกับตัวแทนบริษัทบารอนฯ แต่ทราบว่ากำลังพูดคุยกับทางนายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ตและนายอรุณ โสฬส นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ จึงได้ไปร่วมพูดคุยด้วย
ภายหลังจากการพูดคุยกันจนได้ข้อสรุปแล้ว นาวาเอกสถาพร วาจรัตน์ รองผอ.กอ.รมน.ภูเก็ต ได้เดินทางมาชี้แจงกับกลุ่มชาวเล ว่า ทางบริษัทบารอนฯ และผู้รับเหมายอมยุติการดำเนินการและนำรถแบ็คโฮออกจาพื้นที่ดังกล่าว ตามแผนงานทราบว่าเขาต้องการเข้ามาปรับพื้นที่ที่เป็นรอยต่อระหว่างเขตที่ดินของบริษัทฯ กับทางเดินสาธารณะ ซึ่งทางจังหวัดเตรียมประกาศหนังสือสำคัญที่หลวงหรือ นสล. โดยจะมีการรังวัดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 มีนาคมนี้ เพื่อให้ชาวบ้านใช้ผ่านเท่านั้น แต่ไม่สามารถเจรจาเพื่อให้ชาวบ้านผ่านกลางพื้นที่บริษัทฯ ได้ตามเดิม เนื่องจากขณะนี้เขามีเอกสารสิทธิ์ แต่หากชาวบ้านยังคาใจก็สามารถฟ้องร้องให้มีการตรวจสอบได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย





