กสทช.เดินหน้าซักซ้อมแผนภัยพิบัติฯ ในพื้นที่ภาคใต้ กรณีโครงข่ายโทรคมนาคมได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2559 เวลา 09.00 น. ที่ โรงแรมกะตะ บีช รีสอร์ท แอนด์สปา จังหวัดภูเก็ต นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เป็นประธานการประชุมซักซ้อมภัยพิบัติกรณีโครงข่ายโทรคมนาคมได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติโดยมี ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 18 ภูเก็ต นายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์ สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ที่ผ่านมา ทำให้ทุก 6 จังหวัดในพื้นที่ทางฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล ที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติมากกว่า 5,395 คน ผู้สูญหายมากกว่า 2,000 คน และบาดเจ็บประมาณ 8,000 คน ส่วนอาคารบ้านเรือน โรงแรมที่พักพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยได้รับผลกระทบมากกว่า 475,000 ไร่ จึงมีเหตุการณ์ดังกล่าวที่จะผ่านมาถึง 12 ปี แล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นฝันร้ายของประชากรในบริเวณนั้นจวบจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์แผ่นดินไหว-สึนามิ เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า และภัยดังกล่าวเป็นภัยที่สร้างความเสียหายมหาศาล ทั้งทรัพย์สิน และชีวิตของมนุษย์ ซึ่งหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องตื่นตัว ปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการสื่อสารโทรคมนาคมที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ประชาชนใช้บริการอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดจากภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ จนส่งผลให้การติดต่อสื่อสารในพื้นที่ที่ประสบเหตุ เกิดความไม่ครอบคลุมของสัญญาณ ซึ่งประชาชนผู้ประสบภัย มีความต้องการใช้ในการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานหรือบุคคลต่าง ๆ นอกพื้นที่เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารหรือขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมมือการดำเนินงานช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในกรณีภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ แต่พบว่าการดำเนินการดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ทำให้การดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อาทิ แนวทางการปฏิบัติไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขาดแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ขาดความเข้าใจในบทบาทของตน อีกทั้งการประชาสัมพันธ์สื่อสารข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่เพียงพอ และขาดการสนับสนุนด้านนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล
ดังนั้น เพื่อให้การประสานงานระหว่างสำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ จึงควรมีการกำหนดการดำเนินงาน ดังนี้ คือการกำหนดผู้ประสานงานของสำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อการประสานงานที่มีประสิทธิผลสูงสุด พร้อมรายงานแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงระหว่างสำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด พร้อมสร้างความร่วมมือเพื่อทำให้ระบบการสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถใช้งานในพื้นที่ประสบเหตุทั้งอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือสำรองติดตั้งเพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมช่องทางการสื่อสารทางเสียง รวมทั้งการกู้ระบบสื่อสารให้คืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีการวางระดับความเสียหายและแนวทางการแก้ไข คือ ความเสียหาย ระดับที่ 1 ต้องนำ Mobile Unit เข้าให้บริการเสริมและเพิ่มจำนวนช่องสัญญาณให้เพียงพอต่อความต้องการ ปรับสัดส่วน ทราฟฟิคขาเข้า และขาออกให้เหมาะสม พร้อมกำหนดระยะเวลาการใช้งานในแต่ละสายสนทนาเพื่อให้ใช้งานเท่าที่จำเป็น ช่องสัญญาณการสื่อสารทางเสียงต้องเป็นหลัก และการแจ้งหมายเลขเพื่อกำหนดเลขหมายที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา รายงานการดำเนินการกับสำนักงาน กสทช. ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในคู่มือ ระดับที่ 2 ซ่อมแซมโครงข่ายที่เสียหายภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ให้บริการต้องส่งข้อความสั้น ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลเลขหมายที่ใช้ในการติดต่อ หรือแจ้งเตือนผลกระทบจากภัยพิบัติ ระดับที่ 3 เข้าซ่อมแซมโครงข่ายส่วนที่เสียหายให้พร้อมใช้งานโดยเร็ว ดำเนินการตามที่กำหนดในขั้นตอนที่ประสบเหตุในระดับที่ 1 และ 2 รายงานการดำเนินการของกับสำนักงาน กสทช. ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในคู่มือและให้มีหนังสือแจ้งรายงานเหตุพร้อมการดำเนินการตามประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้อง
นายก่อกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การดำเนินการของสำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเตือนภัย และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลายภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เวลา 3 ถึง 5 นาที อาจจะหมายให้ถึง 1 ชีวิต เราจะไม่เขียนแผนเป็นเล่ม แล้ววางอยู่บนโต๊ะอย่างเดียว ต่อไปนี้เราจะย่อเหลือเพียง 2 หน้า และต้องได้ปฏิบัติ เราต้องเดินไปข้างหน้าทุกวัน



