ชุมชนชาวไทยใหม่ราไวย์เผชิญหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์บริษัทเอกชนเจ้าของที่ดินกรณีการถือครองเอกสารสิทธิ์ ด้านรอง ผวจ. ภูเก็ตลงพื้นที่คลี่คลายสถานการณ์เพื่อหาทางออก
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 เวลา 10.00 น.บริเวณริมชายหาดราไวย์ รอยต่อระหว่างที่ดินเอกชนกับชุมชนชาวไทยใหม่ราไวย์ (ชาวเลราไวย์) หมู่2 อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มชาวเลกับกลุ่มชายฉกรรจ์ ซึ่งระบุว่าเป็นคนของบริษัทเอกชนเจ้าของที่ดิน ทราบชื่อคือ บริษัท บารอน เวิลด์ เทรด จำกัด มีเอกสารสิทธิ์ ยืนยัน จนบานปลายถึงขั้นมีการทำร้ายร่างกายกัน ส่งผลให้ชาวเลและกลุ่มชายฉกรรจ์ส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ โดยทางนายอรุณ โสฬส นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ฉลอง นำโดย พ.ต.อ.นภดล ถิรประวัติ ผกก.สภ.ฉลอง เจ้าหน้าที่ชุดประสานงานประจำพื้นที่ทหารเรือที่ 13 ทัพเรือภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไประงับเหตุ แต่ต่างฝ่ายก็ยังคุมเชิงในบริเวณที่เกิดเหตุ ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาเวลาประมาณ 12.00 น. วันเดียวกัน (27 ม.ค.59) นายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พ.ต.อ.สนาม ชัยณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมผู้เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมพูดคุยกับทางกลุ่มชาวเลและตัวแทนของผู้รับมอบอำนาจที่เข้าไปดำเนินการปรับพื้นที่ เพื่อหาทางออกให้กับทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยต่างฝ่ายยืนยันสิทธิ์ของตนเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น สืบเนื่องจากเจ้าของที่ดิน คือ บริษัท บารอนฯ และมีเอกสารสิทธิ์ยืนยันถูกต้อง ได้มอบหมายให้นายชาตรี หมาดสตูล เข้าทำการปรับปรุงแปลงที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ตั้งของชุมชนชาวเลราไวย์ และบริเวณช่วงรอยต่อของที่ดินซึ่งอยู่ติดชายหาดนั้น ส่วนหนึ่งติดกับเส้นทางที่ชาวเลใช้สำหรับเดินไปประกอบพิธีกรรม ระยะทางประมาณ 300-400 เมตร รวมทั้งมีการใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ซ่อมแซมทำอุปกรณ์ทำการประมง แต่ปรากฏว่าทางกลุ่มผู้รับมอบอำนาจได้ทำกำแพงกั้น สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มชาวเล เพราะต้องใช้เส้นทางดังกล่าวไปประกอบพิธีกรรม โดยระบุว่าได้ใช้กันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เนื่องจากหากลงไปเดินบริเวณชายหาดก็จะไม่สะดวก เพราะบางครั้งมีน้ำทะเลขึ้นสูง และจะส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพ โดยปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวมีมาเป็นเวลานานแล้ว
เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนายชาตรี หมาดสตูล ผู้ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการปรับปรุงที่ดินดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ เพื่อสร้างเป็นวิลล่าประมาณ 17-18 หลัง กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวนั้นมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนด ซึ่งมีการซื้อต่อกันมาเป็นทอดๆ โดยปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ที่ผ่านมาได้มีความพยายามเข้ามาปรับปรุงพื้นที่มาโดยตลอด แต่ทางกลุ่มชาวไทยใหม่ไม่ยินยอม โดยอ้างว่าเป็นเส้นทางใช้สำหรับการเดินทางไปประกอบพิธีกรรม และเพื่อป้องกันการถูกขัดขวาง จึงได้มีการสร้างกำแพงขึ้น แต่ปรากฏว่าบางส่วนโดยเฉพาะจุดที่เป็นปัญหาจะถูกทำลายโดยตลอด รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แม้ว่าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะมีการเรียกประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ไข ซึ่งทางบริษัทฯ พร้อมรับข้อเสนอเท่าที่สามารถทำได้ แต่ข้อเสนอของชาวไทยใหม่ก็จะเปลี่ยนแปลงตลอด และขอใช้พื้นที่เข้ามาค่อนข้างมาก ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากันมาโดยตลอด เนื่องจากที่ดินมีเอกสารสิทธิถูกต้องและไม่ได้มีการบุกรุกที่ของผู้ใด ซึ่งก็ได้มีการตรวจพิสูจน์สิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าเอกสารถูกต้อง ซึ่งการดำเนินการนั้นก็เพื่อป้องกันสิทธิ์ที่ถูกต้อง และหากมีการลงทุนกลุ่มชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ด้วย
ขณะที่นายสนิท แซ่ซัว ตัวแทนชาวเลราไวย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีปัญหากระทบกระทั่งกันมาค่อนข้างนานแล้ว เนื่องจากทางเอกชนอ้างเอกสารสิทธิและจะสร้างกำแพงปิดกั้นเส้นทางซึ่งเราใช้สำหรับเดินไปประกอบพิธีกรรมบริเวณโต๊ะบาลัย ซึ่งห่างไปจากชุมชนประมาณ 300 เมตร และเส้นทางนี้ใช้กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นเส้นทางสาธารณะ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ (27 ม.ค.59) ในขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งนั่งพูดคุยกันอยู่ที่บริเวณใต้ต้นมะขามซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหา ปรากฏว่าทางกลุ่มนายทุนได้เข้ามาพร้อม รถแบ็คโฮและชายฉกรรจ์ จำนวนประมาณ 100 คน มีอาวุธครบมือ พร้อมประกาศให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ เพื่อจะทำการปรับปรุงพื้นที่ โดยได้มีการเจรจาอยู่พักใหญ่ และในส่วนของชาวบ้านยืนยันว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นทางสาธารณะ ขณะที่กลุ่มนายทุนแจ้งว่าเป็นที่มีเอกสารสิทธิ จึงมีการโต้เตียงกัน และมีการกระทบกระทั่งกันจนปลายบานถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน มีชาวบ้านบาดเจ็บไปหลายคน นอกจากนี้ยังมีการทำลายอุปกรณ์เครื่องมือทำประมงและที่พักของหญิงสูงวัยของชาวเลคนหนึ่งด้วย
สำหรับสิ่งที่เรียกร้องคือ ขอให้ทางหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ และขอทางสาธารณะคืนให้กับชาวเลในการเดินทางไประกอบพิธีกรรม รวมถึงการออกทะเล ตลอดจนการซ่อมแซมอุปกรณ์การทำประมง เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่สามารถออกทะเลได้ แต่หากเป็นหน้ามรสุมจะไม่สามารถออกทะเลได้ นายสนิทกล่าว
ขณะที่นายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความพยายามในการแก้ไขมาโดยตลอด ซึ่งก็พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย



