ดำเนินงานป้องกันการประกอบธุรกิจในลักษณะตัวแทนอำพราง

12819462_1673355546215367_6792347828147819392_o

12829358_1673357229548532_5115536188293622991_o

12841194_1673357092881879_929353485544863510_o

12841349_1673357226215199_6596256595194924679_o

12772013_1673357112881877_6254029445662564248_o

รมต.ท่องเที่ยวประชุมติดตามการดำเนินงานป้องกันการประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ที่จังหวัดภูเก็ต

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 ที่ห้องประชุม สำนักงานท่าอากาศยานภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ตนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานป้องกันการประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ครั้งที่ 2/2559 โดยมีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายประเจียด อักษรธรมกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายสันติ ป่าหวาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ พาณิชย์จังหวัด พัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดภูเก็ต สรรพากรพื้นที่ภูเก็ต สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต หอการค้าจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอันดามัน

การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตรวจสอบและควบคุมการประกอบกิจการของคนต่างด้าวในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้วครั้งแรกเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อพิจารณามาตรการ กำกับ ดูแล ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีการดำเนินการในลักษณะตัวแทนอำพราง (Nominee) เพื่อไม่ให้นักลงทุนต่างชาติหลบเลี่ยงการชำระภาษี และมาตรการป้องกัน กำกับดูแล มิให้นักลงทุนชาวต่างชาติใช้คนไทยจดทะเบียนประกอบธุรกิจนำเที่ยวในลักษณะตัวแทนอำพราง และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตามนางกอบกาญจน์ กล่าวสรุปภายหลังการประชุมฯ ว่า จากการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความคืบหน้าพอสมควร คือ1 ในแง่การทำธุรกิจ แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ธุรกิจซึ่งเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคในการควบคุมดูแลให้มีความเข้มมากขึ้นในอนาคต และการลงลึกในส่วนการทำงานต่อไป กับกรณีการวางมาตรการดูแลในส่วนของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดยมีการแต่งตั้งให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองเพิ่มขึ้น และมีหน่วยงานของภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะทำงานด้วย

นอกจากนี้ยังได้มีการพูดถึงแนวทางการเข้าไปตรวจสอบสำนักงานบัญชีและทนายความ ซึ่งจะต้องคุมเข้มในมาตรฐานของการให้บริการ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยจะมีการนำไปพูดคุยกับสภาวิชาชีพของทั้งสององค์กร และที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือ การจ่ายภาษีให้ถูกต้อง รวมทั้งยังมองไปถึงแนวทางในอนาคตว่าจะต้องมีการปรับกฎระเบียบหรือแม้กระทั่งกฎหมายที่จะสามารถทำให้ธุรกิจอยู่บนความถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นจริงในการทำธุรกิจซึ่งอาจจะมีหลายรูปแบบ เช่น ทำอย่างไรที่จะสามารถปรับกฎระเบียบให้เข้มข้นมากขึ้น และทำให้โอกาสการเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ลดน้อยลง