ตำรวจภูเก็ตลุยตรวจค้นบริษัทที่ต้องสงสัยตัวแทนอำพราง

13413720_1708125196071735_1150819577658303545_n

ตำรวจภูเก็ตลุยตรวจค้นบริษัทที่ต้องสงสัยประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (nominee)

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 15 มิถุนายน 2559 บริเวณหน้ากองกำกับการสืบสวน ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต (รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ต) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อกนิษฐ์ ด่านพิทักษ์ศาสตร์ ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต และ พ.ต.ต.นฤวัต พุทธวิโร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ปล่อยแถวกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดภูเก็ต และตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต จำนวน 50 นาย นำเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ภูเก็ต เจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบเอกสารการประกอบธุรกิจของบริษัท แห่งหนึ่งในพื้นบ้านเกาะสิเหร่ ตำบลรัษฏา  ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายต้องสงสัยประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (nominee)

การดำเนินการในครั้งนี้ได้แบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ชุด โดยชุดแรก เข้าตรวจสอบอาคารเลขที่ 29/42 หมู่ 1 ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท แห่งหนึ่งโดยเจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาลจังหวัดภูเก็ตแสดงต่อผู้จัดการบริษัทฯ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบเอกสารการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้มีการเข้าตรวจสอบเอกสารของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับบริษัทดังกล่าวด้วย ส่วนอีก 2 จุด เป็นที่ตั้งของท่าเทียบเรือ ภายในคลองท่าจีน อ.เมืองภูเก็ต และบริษัทนำเที่ยวภายในโครงการพูนผลไนท์พลาซ่า อ.เมืองภูเก็ต

พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงการเข้าตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวดังกล่าวว่า การเข้าตรวจค้นบริษัทดังกล่าว เนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท จำนวน 2 คน เป็นต่างด้าวใช้บัตรประชาชนคนไทย นำมายื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ เพื่อให้สามารถถือหุ้นได้ 51% และพบว่าในเครือข่ายนี้มีประมาณ 17-18 บริษัท ทั้งหมดเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว มีนายวีระชัย (ขอสงวนนามสกุล)กับนายกฤชกร (ขอสงวนนามสกุล)(เป็นกรรมการในองค์กรภาคเอกชนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตด้วย) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่”

เจ้าหน้าที่ได้มีการสืบเสาะเก็บหลักฐานมาก่อนล่วงหน้าแล้วในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งบุคคลที่ถูกอ้างชื่อเป็นบิดามารดาระบุว่า ชื่อดังกล่าวไม่ใช่บุตรของเขา รวมทั้งได้มีการตรวจสอบไปยังฝ่ายปกครองแล้วเช่นกัน จนทราบว่าทั้งสองคนเป็นต่างด้าว จึงได้ขอออกหมายจับ ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการนำเอกสารไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยพบว่าบัตรประชาชนที่เขานำมาใช้เป็นบัตรปลอม ซึ่งบัตรออกที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และนายกฤชกร นั้น ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะที่อีกคนได้หลบหนีไปแล้ว”

พ.ต.อ.สมาน กล่าวต่อไปว่า ในส่วนจะเป็นนอมินีหรือไม่นั้น ก็จะต้องตรวจสอบจากเอกสารในการประกอบธุรกิจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการ และการเข้าตรวจสอบครั้งนี้ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวในการเร่งรัดให้ดำเนินการกับบริษัทที่ใช้นอมินี