ศาลจังหวัดภูเก็ต จัดพิธีวางพวงมาลาเนื่องใน “วันรพี” ประจำปี 2558 เพื่อสดุดีเทิดพระเกียรติ พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 258 ที่บริเวณหน้าอาคารศาลแรงงานภาค 8 นายชวลิต ลีฬหาวงศ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นประธานในพิธีทำบุญทางศาสนาและวางพวงมาลาต่อพระรูปพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” โดยมี นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายสุรศักดิ์ รักญาติ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงานภาค 8 นายพิสิทธิ์พล ภูมิศิริสวัสดิ์ อัยการจังหวัดภุเก็ต พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต คณะผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ สภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ข้าราชการหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม และผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม
การจัดกิจกรรมวันรพี ประจำปี 2558 เพื่อเป็นการสดุดีเทิดพระเกียรติ พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องในวันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันพระสิ้นพระชนม์ของพระองค์ท่าน ซึ่งนักกฎหมายยกย่องพระองค์เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” และเรียกวันนี้ว่า“วันรพี” ในวันนี้ นักกฎหมาย ข้าราชการจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนในจังหวัดภูเก็ต จึงร่วมกันวางพวงมาลาแสดงความกตัญญู และเทิดพระเกียรติแด่พระองค์ฯ สำหรับพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2417 เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาวิชากฎหมาย ณ สำนักไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเกียรตินิยม แล้วเสด็จกลับมารับราชการในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และดำรงตำแหน่งนายกสภาข้าหลวงพิเศษ ทำหน้าที่สะสางกฎหมายต่างๆ เนื่องจากกิจการศาล และกระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้นยังไม่เรียบร้อย เสด็จฯ ในกรมทรงสนพระทัย และหาหนทางในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าว 2 แนวทางคือ การทำให้บ้านเมืองมีกฎหมายที่ดี และการทำศาลให้มีผู้พิพากษาที่ดี และมีคุณธรรม พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเสียใหม่ ทำให้ข้าราชการศาลยุติธรรมของประเทศไทย เจริญมั่นคง ทัดเทียมนานาอารยประเทศมาจนทุกวันนี้.



