อบจ.ภูเก็ต ร่วมพิธีถวายพระมาลาเนื่องในวันอาภากร
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เวลา 08.30 น. นายไกรวุฒิ คุ้มบ้าน เลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ อบจ.ภูเก็ต และหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมพิธีถวายพระมาลาเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ บริเวณลานพระพรหมแหลมพรหมเทพ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ เนื่องจากวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันอาภากร” ซึ่งเป็นวันที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “องค์บิดาของทหารไทย”
พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาโหมด หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ได้เสด็จกลับประเทศไทย และเข้ารับราชการในกรมทหารเรือใน พ.ศ.2443 ซึ่งขณะนั้นกิจการในด้านต่างๆ ของทหารเรือยังมิได้มีความมั่นคง ด้วยพระทัยอันแน่วแน่ที่จะปฏิรูปและพัฒนาการทหารเรือให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นหลักสำคัญในการป้องกันประเทศได้อย่างแท้จริง พระองค์ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาในการพัฒนาและวางรากฐานให้กรมทหารเรือมีความก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ โดยใน พ.ศ.2445 ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ พระองค์ได้ทรงจัดระเบียบราชการกรมทหารเรือขึ้นใหม่ ส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่ซ้ำซ้อน การปกครองบังคับบัญชามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทรงจัดทำโครงการป้องกันประเทศทางด้านทะเล ประกอบด้วย ความต้องการกำลังรบทหารเรือและแนวความคิดในการใช้กำลังทหารเรือ ซึ่งถือเป็นแผนการทัพฉบับแรกของกรมทหารเรือ ทรงปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และได้ทรงนำนักเรียนนายเรือออกฝึกภาคต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในขณะดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ พระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลว่า บริเวณอ่าวไทยตอนบนนั้น จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่ดีที่สุดคือ บริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พระองค์จึงขอพระราชทานที่ดินที่สัตหีบจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือ ซึ่งได้พัฒนาก้าวหน้าเรื่อยมาจนเป็นที่ตั้งหน่วยกำลังรบที่สำคัญของกองทัพเรือในปัจจุบัน นอกจากพระปรีชาสามารถในด้านกิจการทหารเรือแล้ว พระองค์ทรงมีความสนพระทัยในด้านการแพทย์ ทรงมุ่งมั่นศึกษาความรู้เกี่ยวกับตำราแพทย์แผนโบราณ จนสามารถให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยโดยมิได้ทรงรับสิ่งใดตอบแทน พระเกียรติคุณในนาม “หมอพร” จึงได้ขจรขจายไปทั่ว นอกจากนี้ ได้ทรงนิพนธ์เพลงทหารเรือ เช่น เพลงดอกประดู่และเพลงดาบของชาติ ที่มีเนื้อหาปลุกใจให้เข้มแข็ง ยอมสละแม้ชีวิตเพื่อชาติ เป็นการปลูกฝังให้ทหารเรือทุกยุคทุกสมัยมีความรักชาติและสามัคคี อันเป็นเอกลักษณ์ที่ดีงามของทหารเรือสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ใน พ.ศ.2466 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของทหารเรือในขณะนั้น แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติราชการได้ไม่นานก็ประชวร จึงกราบถวายบังคมลาไปประทับ ณ ที่ประทับ ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร และสิ้นพระชนม์ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2466 ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง 42 พรรษา 5 เดือน กองทัพเรือดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี มีความเจริญก้าวหน้า เนื่องด้วย “องค์บิดาของทหารเรือไทย” พระองค์นี้ ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาในการวางรากฐานพัฒนากิจการทหารเรือ อันส่งผลให้กองทัพเรือมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน.



