ชาวภูเก็ตกว่า 300 เข้าร้องทุกข์กรณีได้รับผลกระทบจากการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ที่ห้องประชุมชั้น 4 เทศบาลตำบลกะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต กระทรวงยุติธรรม เปิดศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรรม เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน กรณีได้รับผลกระทบจากการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่เป็นธรรม อาทิ การแก้ปัญหาร่มเตียงชายหาด กลุ่มผู้บริการรถแท็กซี่ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าตั้งซ่องโจร เป็นต้น มี พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานรับฟังปัญหาและรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนผู้เดือดร้อน และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม ในจังหวัดภูเก็ต ในนามของยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต ร่วมรับเรื่องราว
มีประชาชนผู้เดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากกลุ่มผู้ประกอบอาชีพร่มเตียงชายหาด รถแท็กซี่ และอื่นๆ ร่วมนำเสนอปัญหาและผลกระทบที่ได้รับ จำนวนร่วม 300 คน นอกจากนี้ยังมีเจ้าของที่ดินบริเวณชายหาดราไวย์ มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม เช่นเดียวกับชาวเลราไวย์ ซึ่งขอให้มีการติดตามการดำเนินคดีกรณีเหตุปะทะกับกลุ่มชายฉกรรจ์เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 รวมถึงเงินเยียวยาในการว่าจ้างทนายเพื่อต่อสู้คดีด้วย
ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอกรณีนโยบายจัดระเบียบชายหาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่อนุญาตให้นำเตียงมาตั้งให้บริการกับนักท่องเที่ยว ทั้งๆ ที่อาชีพดังกล่าวได้ทำกันมานาน และผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวไม่ได้ร่ำรวยหรือเป็นมาเฟียอย่างที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด รวมไปทั้งสงสัยว่า ทำไมแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น พัทยา เป็นต้น จึงตั้งเตียงได้ เช่นเดียวกับทางกลุ่มหมอนวดชายหาดซึ่งไม่สามารถตั้งเตียงได้ ทำให้ไม่สะดวกเพราะต้องนวดบนหาดทราย ในขณะที่ตัวแทนผู้ประกอบการรถแท็กซี่หาดกะรน ระบุว่าอาชีพให้บริการรถแท็กซี่นั้นทำกันมานาน และเมื่อมีการกำหนดกติกาให้พวกเขาปฏิบัติก็ได้ทำเนินการทุกอย่าง แต่ทำไมตั้งข้อกล่าวหาทั้งการบุกรุกที่สาธารณะและซ่องโจร ซึ่งไม่เป็นธรรมเลย จึงอยากขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การนำเจ้าหน้าที่มารับเรื่องราวร้องทุกข์นั้น เพื่อให้ได้รับทราบสภาพข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและกระทบความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อจะได้นำข้อมูลไปสู่กระบวนการวิเคราะห์ปัญหา และนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชามีอำนาจตัดสินใจต่อไป เพราะปกติจะใช้ตัวอักษร ข้อกฎหมาย และองค์ความผิดมาพิจารณา ซึ่งมองว่าในบางเรื่องจะต้องใช้เรื่องของยุทธศาสตร์เข้ามาดำเนินการด้วย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในส่วนนี้คิดว่าไม่น่าจะใช้เวลานาน เพราะก่อนที่จะลงพื้นที่มารับทราบปัญหาจากผู้เดือดร้อนนั้นก็มีการมาเก็บข้อมูลเบื้องต้นแล้วในระดับหนึ่ง จนทราบว่าควรนำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของร่มเตียง และแท็กซี่ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ว่ามีประชาชนตกเป็นผู้ต้องหามากถึง 500 คน ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้เป็นการให้ความเป็นธรรมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนที่เดือดร้อนด้วย.




