ภูเก็ตจัดอบรมเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 เวลา 13.30 น. ห้องประชุมชั้น 2 ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายประเจียด อักษรธรรมกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานโครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/59 และจากการปัญหาราคาสินค้าเกษตร นายสมพงษ์ แป้นทอง เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต นายสุธรรม จริงจิตร ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายประเจียด อักษรธรรมกุล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 เห็นชอบแผนปฏิบัติงานโครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558 /59 และจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และประสานงานกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายของประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ เพื่อดำเนินการปฏิรูปการเกษตรการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานและใช้กลไกประชารัฐในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่ โดยขอความร่วมมือจังหวัดพิจารณามอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการดำเนินงานโครงการ ฯ และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทุกระดับ
ในส่วนของจังหวัดภูเก็ตได้มีการเตรียมความพร้อมสถานที่จัดฝึกอบรม ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้ารับการอบรมตามแนวทางที่กำหนด โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการ ฯ มีเป้าหมายของโครงการภาพรวมทั่วประเทศ ได้แก่ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงที่ประสบภัยปัญหาภัยแล้ง และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรจำนวน 220,500 ราย ให้ได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต หลักสูตรละ 90 ชั่วโมง/รุ่น รุ่นล่ะ 50ราย จำนวน 5 รุ่น ภายในเดือนพฤษภาคม 2559 ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรจำนวน 882ศูนย์ 77 จังหวัด สำหรับจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายการอบรม 750 รายดำเนินการทุกอำเภอ
ทั้งนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้ฝึกวิธีคิดการปฏิบัติตนเองและสามารถปรับตัวอยู่ร่วมบริบทสังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรในระยะยาว ได้เกิดความรู้ความเข้าใจและร่วมกันขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางประชารัฐ ทำให้เกิดการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งให้แก่เกษตรกรสามารถดำรงชีพได้ช่วงวิกฤตภัยแล้งและสร้างโอกาสการปรับโครงสร้างการผลิตให้เหมาะสมกับภูมิสังคมและตลาดสินค้า ตลอดจนได้สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายเกษตรกร



